การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย จิตใจ และสังคมของผู้สูงอายุ

การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย จิตใจ และสังคมของผู้สูงอายุ

 

ผู้สูงอายุเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ชีวิต

มีความรู้ความสามารถ เป็นผู้สืบทอดภูมิปัญญาที่มีคุณค่า

และยังคงมีพลังในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆได้ดี

ที่สำคัญผู้สูงอายุคือผู้มีพระคุณที่เลี้ยงดูลูกหลานมาจนเติบใหญ่

ควรที่ลูกหลานจะต้องตระหนักถึงคุณค่าของท่านให้มาก

 

ความสูงอายุ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและหน้าที่ของร่างกายที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆและต่อเนื่องนับตั้งแต่ปฏิสนธิจนกระทั่งถึงแก่ชีวิต เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายใน ได้แก่ พันธุกรรม และปัจจัยภายนอก ได้แก่ สิ่งแวดล้อม โดยจะปรากฏออกมาในรูปแบบของความเสื่อมต่างๆ และเกิดขึ้นกับทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ลักษณะของความสูงอายุหรือความชรา มีความสัมพันธ์กับอายุ คือ กระบวนการชราจะเริ่มขึ้นตั้งแต่ปฏิสนธิ และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา จากเด็กเป็นผู้ใหญ่จนเข้าสู่วัยสูงอายุ ลักษณะของความชราจะปรากฏออกมาในรูปแบบของความเสื่อมต่าง ๆ เช่น ผมหงอกขาว ผิวหนังเหี่ยวย่น  เป็นต้น

 

เกณฑ์กำหนดความสูงอายุ

  • Functional aging เป็นการพิจารณาตามความสามารถในการทำหน้าที่ของร่างกายของบุคคล ซึ่งอาจจะไม่เป็นไปตามเกณฑ์อายุจำนวนปีจริง จึงมีคำกล่าวที่ว่า “แก่กว่าอายุจริง” เช่น อายุ 50 ปี แต่มีสายตาพร่ามัวมองไม่เห็น หรือ เดินด้วยตัวเองไม่ได้
  • Psychological aging เป็นการพิจารณาตามการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ สติปัญญา การรับรู้และการเรียนรู้ที่ถดถอย เช่น ความจำเสื่อมหรือย้ำคิดย้ำทำ จิตใจที่คิดว่าตนเองไม่สามารถทำกิจกรรม ซึ่งจะมีความเกี่ยวพันกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย
  • Sociological aging เป็นการพิจารณาตามการเปลี่ยนแปลงด้านบทบาททางสังคม การมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ๆ รวมถึงความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน
  • Spiritual aging เป็นการพิจารณาตามการเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตวิญญาณ ดังเห็นได้จากบุคคลที่มีความสุขุมรอบครอบ เข้าใจในเรื่องราว สถานการณ์ต่าง ๆ    สามารถพิจารณาตัดสินโดยมีเกณฑ์ด้านจริยธรรม มโนธรรมได้อย่างดี

 

 

การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย จิตใจ และสังคมของผู้สูงอายุ

 

สภาพร่างกาย จิตใจ ตลอดจนการดำรงอยู่ในสังคมของผู้สูงอายุ จะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากวัยอื่น เนื่องจากมีความเสื่อมของการทำงานระบบต่างๆ ทั่วร่างกาย โดยเฉพาะระบบประสาท ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบขับถ่าย ระบบต่อมไร้ท่อ ระบบกระดูก และกล้ามเนื้อ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ มักจะเกิดขึ้นช้าๆ ในภาวะปกติอวัยวะของระบบต่างๆ ยังทำหน้าที่ได้อย่างปกติ แต่ในภาวะบีบคั้น ไม่ว่าจะเกิดจากทางอารมณ์ หรือทางร่างกาย หรือสังคม จะทำให้ผู้สูงอายุไม่สามารถรักษาสภาวะสมดุลของร่างกายไว้ได้ ทำให้เกิดอาการผิดปกติ และทำให้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ง่าย
1.1 การเปลี่ยนแปลงทางร่ายกาย
             ผิวหนัง บาง แห้ง เหี่ยว ย่น มักมีอาการคัน มีจ้ำเลือด เซลล์สร้างสีผิวทำงานลดลง สีผิวจางลงแต่อาจมีจุดด่างขาว สีดำ หรือสีน้ำตาล มากขึ้น เกิดเป็นการตกกระ
             ต่อมเหงื่อลดน้อยลง การขับเหงื่อน้อยลง ทำให้ทนต่อการเปลี่ยนแปลง ของอุณหภูมิของอากาศไม่ได้ดี เกิดความรู้สึกหนาว ร้อน ไม่คงที่
                ผมและขน ร่วง เปลี่ยนเป็นสีขาว หรือหงอก ทำให้ผมบาง หัวล้าน ขนตามร่างกายร่วงหลุดง่าย ที่เห็นชัดคือ ขนรักแร้ ทั้งนี้ เนื่องจากต่อมรูขุมขนทำงานน้อย
               ตา สายตาจะเปลี่ยนเป็นสายตายาว เลนซ์หรือกระจกตาขุ่น เกิดต้อกระจกกล้ามเนื้อลูกตาเสื่อม การปรับสายตาช้า ความไวในการมองภาพลดลง ทำให้ปวด เวียนศีรษะได้ง่าย มีน้ำตาลดลง ทำให้ตาแห้ง ระคายเคืองต่อเยื่อบุตาได้ง่าย
              หู ประสาทรับเสียงเสื่อมไปเกิดหูตึง แต่จะได้ยินเสียงต่ำๆ ได้ชัดกว่าเสียงพูดธรรมดา หรือในระดับเสียงสูง
              จมูก ประสาทรับกลิ่นบกพร่องไป ทำให้การรับรู้กลิ่นลดน้อยลง
ลิ้น รู้รสน้อยลง รับรสหวานสูญเสียก่อนรับรสอื่นๆ
               ฟัน ผุ หักแตกง่าย เคลือบฟันบางลง เหงือกหุ้มคอฟันร่นลงไป
ต่อมน้ำลาย ขับน้ำลายออกน้อย ทำให้ปากแห้ง
                การเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารลดลง น้ำย่อย กรดเกลือในกระเพาะอาหารลดน้อยลง อาหารอยู่ในกระเพาะอาหารนานขึ้น ทำให้ท้องอืดง่าย เบื่ออาหารด้วยภาวะขาดอาหาร และโลหิตจางได้
                ตับและตับอ่อน หน้าที่การทำงานเสื่อมไป อาจเกิดโรคเบาหวาน
                การเคลื่อนไหวของลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ลดลง ทำให้การขับถ่ายอุจจาระ ไม่ปกติ ท้องผูกเสมอ ประกอบกับไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย
                   กระดูก ปริมาณแคลเซียมลดน้อยลง ทำให้กระดูกบาง เปราะ พรุน หักง่าย มีอาการปวดเจ็บกระดูกบ่อย
                 ข้อเสื่อม น้ำไขข้อลดลง เกิดเจ็บ ปวด ข้อยึดติด เคลื่อนไหวลำบากพบน้อยคือ ข้อเข่า ข้อสะโพก
                 กล้ามเนื้อ เหี่ยว เล็กลง อ่อนกำลังลง ทำให้ทำงานออกแรงมากไม่ได้ เพลีย ล้าเร็ว และทรงตัวไม่ดี
                ปอด ความยืดหยุ่นของเนื้อปอดลดลงเป็นเหตุให้การขยายและยุบตัวไม่ดี ทำให้เหนื่อยง่าย
                หัวใจ แรงบีบตัวน้อยลง ทำให้การหดตัวลดลงปริมาณเลือดออกจากหัวใจลดลงด้วย อัตราการเต้นของหัวใจลดลง และกล้ามเนื้อหัวใจไวต่อสิ่งเร้าลดลง
                หลอดเลือด ผนังของหลอดเลือดมีลักษณะหนา และแข็งขึ้น เพราะมีไขมันมาเกาะ เป็นสาเหตุของความดันโลหิตสูง
                การขับถ่ายปัสสาวะ ไต มีหน้าที่เสื่อมไป ขับของเสียได้น้อยลง แต่ขับน้ำออกมามาก จึงถ่ายปัสสาวะมาก และบ่อยขึ้นในเวลากลางคืน
                กระเพาะปัสสาวะ กล้ามเนื้อ หูรูด ที่ควบคุมการถ่ายปัสสาวะหย่อนไป ทำให้กลั้นปัสสาวะไม่ได้ดี ในผู้สูงอายุชายต่อมลูกหมากจะโตขึ้น ทำให้ปัสสาวะลำบาก ต้องถ่ายบ่อยครั้ง
                ระบบประสาทและสมอง เสื่อมไปตามธรรมชาติ ทำให้ความรู้สึกช้า ความจำถดถอย ความจำเรื่องราวในอดีตดี ความจำปัจจุบันไม่ดี  การทรงตัวไม่ดี  การเคลื่อนไหวช้า
               ต่อมไร้ท่อ ผลิตฮอร์โมนต่างๆ ลดลง จึงทำให้หน้าที่ของฮอร์โมนเหล่านั้น ลดลงไปด้วย
                 ต่อมเพศ ทำงานลดลง สมรรถภาพทางเพศลดลง

1.2 การเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ
ลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่พบในผู้สูงอายุส่วนใหญ่ ได้แก่
1. การรับรู้ ผู้สูงอายุมักยึดติดกับความคิดและเหตุผลของตัวเอง จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ยาก เพราะมีความไม่มั่นใจในการปรับตัว
2. การแสดงออกทางอารมณ์ ลักษณะของความท้อแท้ ใจน้อย หงุดหงิดง่าย โกรธง่าย และซึมเศร้า
3. ความสนใจสิ่งแวดล้อมน้อยลง ผู้สูงอายุจะสนใจเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตนเอง มากกว่าเรื่องของผู้อื่น
1.3 การเปลี่ยนแปลงทางสังคม
1. ภาระหน้าที่และบทบาททางสังคม จะลดน้อยลง ทำให้ผู้สูงอายุห่างไปจากสังคม
2. คนส่วนใหญ่มักมองว่า ผู้สูงอายุมีสมรรถภาพ และความสามารถลดน้อยลง จึงไม่ให้ความสำคัญ หรือไม่ให้ความรับผิดชอบ
3. จากบทบาทที่เคยเป็นผู้นำครอบครัว จะกลายเป็นผู้อาศัย หรือผู้ตามในครอบครัว

You can leave a response, or trackback from your own site.

One Response to “การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย จิตใจ และสังคมของผู้สูงอายุ”

Leave a Reply