แนะนำ ดี ดี เนอร์สซิ่งโฮม.. D.D. NURSING HOME

D.D. Nursing home  ดี ดี เนอร์สซิ่งโฮม

http://www.dd-nursinghome.com/

http://www.dd-nursinghome.com/

http://www.dd-nursinghome.com/

โรงเรียนผลิตและการฝึกอบรมพนักงานผู้ช่วยการพยาบาล Nurse aid school and training

โรงเรียนผลิตและการฝึกอบรมพนักงานผู้ช่วยการพยาบาล

โรงเรียนผลิตและการฝึกอบรมพนักงานผู้ช่วยการพยาบาล

โรงเรียนผลิตและการฝึกอบรมพนักงานผู้ช่วยการพยาบาล

โรงเรียนผลิตและการฝึกอบรมพนักงานผู้ช่วยการพยาบาล

ข่าวดี
สำหรับท่านที่กำลังมองหาโอกาสและความก้าวหน้าทางอาชีพการงาน..

ดี ดี เนอร์สซิ่งโฮม
กำลังเปิดรับสมัคร และให้คำปรึกษาเกี่ยวกับตำแหน่งงานต่างๆ ดังนี้

-
พนักงานทำงานประจำศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ
และดูแลตามบ้าน (ถ้าไม่มีประสบการณ์ ยินดีฝึกอบรมให้ฟรี)

-
พนักงานดูแลผู้สูงอายุหรือเด็กทำงาน
ณ ศูนย์ต่างๆ ในประเทศ และต่างประเทศ

-
นักเรียนหลักสูตรการดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ
(มีสถานที่ให้ฝึกงาน และเมื่อเรียนจบแล้ว มีสถานที่ทำงานรองรับทันที)

-
ผู้สนใจทำงานโครงการออแพร์
(Aupair) ซึ่งเป็นโครงการที่อนุญาตให้ผู้ที่ผ่านการอบรมและมีคุณสมบัติเหมาะสม
สามารถเดินทางไปทำงาน ณ ต่างประเทศโดยถูกกฎหมาย เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา
ออสเตรเลีย อังกฤษ เป็นต้น

คุณสมบัติ

-
เพศหญิง

-
สัญชาติไทย

-
อายุตั้งแต่ 18 –
40 ปี

หัวเราะบำบัด Laughter therapy

อ่านนิสัย จากลักษณะการหัวเราะ

มาลองดูนะคะว่าคุณและคนใกล้ชิดหัวเราะลักษณะใด

 หัวเราะ ความสุข อายุยืน

l หัวเราะปากกว้าง

l ถ้าหัวเราะอ้าปากกว้างและปล่อยก๊ากอย่างเต็มที่ ขณะหัวเราะพร้อมกับส่งเสียงดังเต็มที่

l แสดงว่า เป็นคนที่ไม่ค่อยมีลับลมคมในกับใคร  มีน้ำจิตน้ำใจกว้างขวาง ชอบสนุก ชอบพูดคุยสังสรรค์ ขี้หลงขี้ลืม

l แต่ก็มีความเป็นระบบระเบียบกับชีวิตตัวเอง

 

l หัวเราะลั่น

l คนที่พอรู้สึกขำแล้วก็ปล่อยเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น

l เป็นคนที่มีนิสัยเหมือนเด็ก ๆ มีความจริงใจเสมอ

l และเป็นตัวของตัวเองค่อนข้างสูง

 

หัวเราะ ความสุข อายุยืน

หัวเราะ ความสุข อายุยืน

l หัวเราะง่ายหรือหัวเราะร่วน

l คนที่มักจะมีท่าทีหัวเราะง่าย ๆ คือ หัวเราะได้บ่อย

l นั่นแสดงถึงคนที่ค่อนข้างมีจิตใจดีมองโลกในแง่ดี มีความสดชื่นร่าเริงเสมอ

l มีความเป็นตัวของตัวเองสูง

l มักจะมีรสนิยมในการชอบเพศตรงข้ามที่แปลกแยกแตกต่างไปจากคนทั่ว ๆ ไป

 

l หัวเราะเหมือนม้า

l เสียงหัวเราะที่ค่อนข้างแหลมและต่อเนื่องในลำคอ

l บ่งบอกถึง

l ความเป็นคนรักสนุกชอบให้คนสนใจ ชอบความโดดเด่นภายในใจ

l มีความกดดันและเก็บกดจากความทุกข์ที่มักซ่อนเร้นเอาไว้เสมอ

 

l หัวเราะเอามือปิดปาก        

l ชอบยกมือปิดปากไว้ด้วย ในขณะที่หัวเราะสนุกสนาน

l แสดงว่าเป็นคนที่มีความเกรงอกเกรงใจคนอื่นเสมอ แคร์ความรู้สึก

l ของผู้อื่น มีความเป็นมิตรไมตรีสูงและต้องการให้ผู้คนรู้สึกเป็นมิตรตอบด้วย

l ยังเป็นคนช่างคิดและมีชั้นเชิงมีเล่ห์เหลี่ยมพอควร

 

หัวเราะบำบัด  Laughter therapy

หัวเราะบำบัด Laughter therapy

 

การหัวเราะแบ่งได้ 2 ประเภท คือ

 

หัวเราะธรรมชาติ เกิดจากถูกกระตุ้นให้มีอารมณ์ขัน ซึ่งเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

หัวเราะบำบัด เป็นการหัวเราะแบบรู้ตัว เพื่อใช้ประโยชน์จากการหัวเราะกระตุ้นให้สมองหลั่งสารเอนดอร์ฟิน (Endorphin) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เราอารมณ์ดี มีความสุข จนมีนักวิชาการบางท่านนิยามสารชีวเคมีนี้ว่าเป็น “สารสุข

 

ข้อดีของการหัวเราะ

การหัวเราะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายใน 7 ระบบได้แก่

ระบบทำงานของสมอง การหัวเราะ ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ประสาทสมองส่วนพรีฟรอนทอลคอร์เทกซ์ (prefrontal cortex) บริเวณสมองส่วนหน้า (ซึ่งสมองบริเวณนี้ทำหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุมความคิดที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาของอารมณ์เชิงบวกและลบ) ที่ทำให้เกิดการหลั่งของสารชีวเคมีตัวหนึ่งที่ชื่อว่า endorphin ซึ่งเป็นสารชีวเคมีของสมองที่มีฤทธิ์ “เพชฆาตความเจ็บปวด” หรือสารที่มีฤทธิ์ทำให้เกิดความสุข นั้นก็คือในด้านที่ส่งผลทำให้อารมณ์ดี มีอารมณ์ขัน สมองก็จะมีการถูกกระตุ้นให้มีเพิ่มพื้นที่การประมวลผลความคิดในเชิงบวกและสร้างสรรค์ มีผลทำให้ร่างกายและจิตใจได้รับการบำบัดและฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว

ระบบหายใจ (Breathing) ในระหว่างที่หัวเราะร่างกายมีการหายใจเข้า กลั้นหายใจ และหัวเราะ (หายใจออกยาวๆ) ทำให้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนถ่ายออกซิเจน ฟอกเลือดดำให้เป็นเลือดแดง จึงทำให้เซลล์ประสาทหัวใจ ปอด คอ แข็งแรงขึ้น นอกจากนี้การหัวเราะยังช่วยบริหารร่างกายให้เกิดความร้อนและการเผาผลาญพลังงานสูง ช่วยฆ่าเชื้อโรคและป้องกันโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ทั้งไข้หวัด ภูมิแพ้ หอบหืด ไซนัส กรน ความดันโลหิต โรคหัวใจ โรคปอด

ระบบย่อยอาหารและการขับถ่าย (Digestion and Gastrointestinal) การหัวเราะบำบัดช่วยให้อวัยวะส่วนท้อง อาทิ ลำไส้ใหญ่ เล็ก ตับ ไต ไส้ กระเพาะ มีการเคลื่อนไหว เกิดการบริหารกระเพาะและลำไส้ ทำให้ระบบย่อยอาหารและการขับถ่ายทำงานดีขึ้น ป้องกันโรคอ้วน โรคบูลิเมีย (Bulimia : โรคที่กินอาหารเข้าไปแล้วรู้สึกผิด จนบางครั้งต้องกินยาถ่าย หรืออาเจียนออก) หน้าท้องหย่อน ท้องป่อง โรคเบื่ออาหาร กินไม่ลง ท้องผูก ท้องเสีย โรคกระเพาะ โรคลำไส้ เป็นต้น

ระบบไหลเวียนโลหิต (Circulation and Cardio-vascular system) การหัวเราะบำบัดเป็นการออกกำลังทุกส่วนของร่างกายทำให้อวัยวะต่างๆ ได้เคลื่อนไหวเป็นจังหวะเร็วบ้าง ช้าบ้าง หัวใจสามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ มากขึ้น หัวใจทำงานเป็นระบบขึ้น ป้องกันอาการเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ อ่อนเปลี้ยเพลียแรง เหนื่อยง่าย เหนื่อยเร็ว เจ็บแน่นหน้าอก โรคขาดเลือด เส้นเลือดหัวใจตีบตัน โรคหัวใจ ตลอดจนอาการใจสั่น เสียงสั่น ตัวสั่น ตื่นตระหนกและประหม่าง่าย

ระบบพักผ่อนและผิวพรรณ (Rest and Skin system) การหัวเราะบำบัดช่วยผ่อนคลายความเครียด ทำให้เส้นประสาท กล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า ยืดหยุ่น ไม่ตึงหรือเกร็ง ทำให้ร่างกายเกิดการพักผ่อน นอนหลับสนิท ผิวพรรณดี ไม่เหี่ยวย่น และไม่เป็นโรคทางผิวหนัง ช่วยให้ร่างกายและจิตใจเกิดความสงบ มีสมาธิมากขึ้น

ระบบเจริญพันธุ์ (Reproduction) การหัวเราะบำบัดทำให้ร่างกายทุกส่วนขยับขับเคลื่อน ส่งผลต่อการทำงานของสมองส่วนนอก ส่วนกลาง และส่วนใน ให้ทำงานดีขึ้น เป็นระบบขึ้น ทำให้สมองคิดแง่ดี มองโลกแง่บวก อารมณ์ดี พัฒนาอารมณ์รัก และการมีเพศสัมพันธ์ และช่วยป้องกันอาการไร้อารมณ์ หงอยเหงา โดดเดี่ยว ไม่อยากเข้าสังคม การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ และการเข้าสังคม

สัญชาติญาณการอยู่รอด (Survival instinct) การหัวเราะบำบัดทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว แข็งแรง ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน กระตุ้นการทำงานของเซลล์ประสาท กระดูก กล้ามเนื้อ ร่างกายทำงานเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ ป้องกันโรคไขข้อ โรคกระดูกต่างๆ ทั้งกระดูกพรุน ปวดหลัง ปวดเอว อ่อนเปลี้ยเพลียแรง โรคซึมเศร้า นอกจากนี้ยังช่วยทำลายสารอนุมูลอิสระที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งอีกด้วย

 

ฝึกหัวเราะบำบัดด้วยตนเอง

การฝึกหัวเราะบำบัดด้วยตนเองไม่ใช่เรื่องยาก ขั้นแรก ฝึกหัวเราะโดยมีสิ่งกระตุ้น เช่น ดูภาพยนตร์ตลก และหัวเราะเสียงดัง จากนั้นฝึกหัวเราะโดยไม่มีสิ่งกระตุ้น โดยแยกอารมณ์ขันออกจากการหัวเราะ หรือเข้าใจว่าการหัวเราะไม่จำเป็นต้องมาจาก “ความรู้สึกตลก” เสมอไป

การหัวเราะโดยไม่มีเหตุผลนี้ให้เริ่มจากหัวเราะคิกคักและหัวเราะเสียงดังด้วยการเปล่งเสียงออกมาจากท้องผ่านลำคอและริมฝีปาก หากต้องการให้การหัวเราะได้ผลดียิ่งขึ้น ควรเปล่งเสียงหัวเราะ เพื่อเคลื่อนไหวอวัยวะภายใน 4 ส่วนด้วยการเปล่งเสียงต่างๆ กัน คือเสียง “โอ” ทำให้ภายในท้องขยับ เสียง “อา” ทำให้อกขยับขยาย เสียง “อู” เสียง “เอ” ทำให้ลำคอเปิดโล่ง และช่วยบริหารใบหน้า

ขั้นตอนเริ่มจากหายใจเข้าลึกๆ กลั้นไว้สักครู่ เปล่งเสียงเป็นจังหวะเช่น โอ โอ โอ โอ ยาวๆ จนกว่าจะหมดอากาศที่เก็บไว้ สูดหายใจเข้าใหม่ หัวเราะเสียงละ 3 ครั้ง เมื่อออกเสียงเป็นจังหวะแล้วให้บริหารร่างกายไปด้วย เริ่มจากเสียง “โอ” ให้ย่ำเท้าอยู่กับที่ เสียง “อา” ให้ยกแขนขึ้นสูงๆ แล้วโบกไปมา เสียง “อู” ให้ส่ายเอวท่าฮูลาฮูบ เสียง “เอ” ให้หมุนหัวไหล่ โดยทำท่าเหล่านี้ในระหว่างที่หัวเราะด้วย

 

เสียงโอ/ท้องหัวเราะ          เป็นการออกเสียงจากท้อง โดยยืนตัวตรง กางขาเล็กน้อย กางแขนออกไปด้านข้างของลำตัว งอแขนเล็กน้อย กำมือทั้งสองข้างโดยชูนิ้วหัวแม่มือขึ้น ตามองตรง สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ กักลมไว้ จากนั้นค่อยๆเปล่งเสียง “โอ โอะ ๆ ๆ…” เหมือนเสียงซานตาคลอสหัวเราะ ขณะเดียวกันให้ค่อยๆปล่อยลมหายใจออก พร้อมๆกับขยับแขนขึ้นลง

เสียงอา/อกหัวเราะ              เป็นการเปล่งเสียงออกจากอก ให้ยืนตรงกางขาเล็กน้อย กางแขนออกไปข้างลำตัวเหมือนนกกระพือปีก หงายมือขึ้น และปล่อยมือตามสบาย ตามองตรง สูดลมหายใจลึกๆ กักลมไว้ ค่อยๆเปล่งเสียง “อา อะ ๆ ๆ…” ดังๆเหมือนเสียงเจ้าพ่อหัวเราะ ขณะเดียวกันให้ปล่อยลมหายใจออก พร้อมๆกับกระพือแขนขึ้นลง

ประโยชน์ของท่าอกหัวเราะ เมื่อเปล่งเสียงอา จะกระตุ้นให้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก หัวใจ ปอดและไหล่ขยับเขยื้อนไปด้วย ท่านี้จะช่วยให้อวัยวะบริเวณหน้าอกทั้งหมดทำงานได้ดีขึ้น ส่งผลให้การสูบฉีดและการไหลเวียนเลือดในร่างกายดีขึ้น

เสียงอู/คอหัวเราะ               เป็นการเปล่งเสียงออกจากลำคอ เริ่มด้วยยืนตรง กางขาเล็กน้อย แขนแนบลำตัว ยกตั้งฉากชี้ไปข้างหน้า งอนิ้วนางและนิ้วก้อยเข้าหาตัวเอง ยกนิ้วหัวแม่มือขึ้นและชี้นิ้วชี้และนิ้วกลางไปข้างหน้าในลักษณะชิดติดกัน เหมือนท่ายิงปืน ตามองตรง จากนั้นสูดลมหายใจลึกๆ กักลมไว้ แล้วค่อยๆเปล่งเสียง “อู อุ ๆ ๆ…” เหมือนเสียงหมาป่าหอน ขณะเดียวกันค่อยๆปล่อยลมหายใจออก พร้อมกับแทงมือไปข้างหน้า

เสียงเอ/ใบหน้าหัวเราะ      ท่านี้จะทำแบบสบายๆ โดยยืนตามสบาย ค่อยๆยกมือขึ้นมาตามถนัด สูดลมหายใจลึกๆ แล้วขยับทุกนิ้วทั้งหัวแม่มือ ชี้ กลาง นาง และก้อย ตามองตรง ระหว่างนั้นให้เปล่งเสียง “เอ เอะ ๆ ๆ…” ออกมา เหมือนหยอกล้อเด็ก นอกจากจะได้ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กที่นิ้วมือแล้วท่านี้ยังช่วยบริหารสมองด้วย

ประโยชน์ของท่าใบหน้าหัวเราะ คนสมัยนี้ชอบคิดมาก บึ้งตึง จึงทำให้เครียด ปวดศีรษะ ปวดสมอง เมื่อเปล่งเสียงเอ ใบหน้าจะมีลักษณะเหมือนกำลังฉีกยิ้มโดยอัตโนมัติ เหมือนเรากำลังเล่นจ๊ะเอ๋กับเด็กตัวเล็กๆ เสียงเอจะทำให้เรายิ้มง่ายขึ้น

 

นอกจากนี้ยังมีท่าหัวเราะบำบัดอีก ดังนี้

จมูกหัวเราะ ย่นจมูกขึ้นและทำเสียง “ฮึๆ…” ในจมูกเหมือนม้า ท่านี้จะช่วยไล่สิ่งสกปรกในจมูกออกมา บำบัดภูมิแพ้ ไซนัส หวัด โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาเรื่องระบบหายใจ ท่านี้จะช่วยให้จมูกโล่ง

ตาหัวเราะ กะพริบตาถี่ๆ กรอกตาขึ้นลงเป็นวงกลม แล้วเปล่งเสียง “อ่อย ๆ ๆ…” เล่นหูเล่นตา มองซ้ายที ขวาที เพื่อการบริหารดวงตาให้ผ่อนคลาย ใครที่มีปัญหาตาแห้งหรืออยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ท่านี้จะทำให้มีน้ำหล่อเลี้ยงที่ตา ช่วยให้ตาชุ่มชื้นขึ้น

สมองหัวเราะ โดยธรรมชาติของมนุษย์เมื่อเครียดมักจะปิดปาก เป็นเหตุให้ความดันขึ้นสมอง ท่านี้จะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว โดยปิดปากแล้วเปล่งเสียง “อึ ๆ ๆ…” ดันให้เกิดการสั่นสะเทือน ขึ้นไปนวดสมอง เมื่อทำเสร็จจะรู้สึกโล่ง โปร่งสบาย

ไหล่หัวเราะ เป็นการบริหารช่วงไหล่ ยืนตรงแล้วส่ายไหล่ไปมา เหมือนการว่ายน้ำฟรีสไตล์ พร้อมกับเปล่งเสียง “เอ เอะ ๆ ๆ…” ใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับไหล่ ท่านี้ช่วยได้

เอวหรือก้นหัวเราะ ช่วยบริหารบริเวณไขสันหลัง ก้นและสะโพก โดยช่วงกลางลำตัวต้องนิ่งอยู่กับที่ ขณะทำให้แขม่วท้องขมิบก้น พร้อมเปล่งเสียง “อู อุ ๆ ๆ…”

 

หากวันนี้คุณยังหาวิธีออกกำลังที่เหมาะกับตัวเองไม่ได้ลองชวนคนในครอบครัวมาหัวเราะพร้อมเคลื่อนไหวร่างกายด้วยกันสิคะ นอกจากได้ออกกำลังแล้ว ยังสร้างรอยยิ้มในครอบครัวคุณอีกด้วย

การหัวเราะบำบัดถือเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง  เพียงแต่เป็นการออกกำลังกายภายใน

เต้นแอโรบิกครึ่งชั่วโมง = หัวเราะ 5 นาที

ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ

อาการซึมเศร้า เกิดได้ 5-10% ของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการเจ็บป่วย เช่น อัมพาต ผู้สูงอายุที่ไม่มีใครดูแล และเข้าอยู่ในบ้านพักคนชรา การวินิจฉัยอาการซึมเศร้าต้องพบว่ามีอารมณ์เศร้าไม่น้อยกว่า 2 สัปดาห์ ร่วมกับมีอาการหลายอย่างต่อไปนี้ ได้แก่  ความผิดปกติของการนอน  ขาดความสนใจ  รู้สึกผิด  ขาดพลังงาน ขาดสมาธิ  เบื่ออาหาร  อาการกระวนกระวายหรือนิ่งเฉย  ต้องการฆ่าตัวตาย ผู้ป่วยอาการซึมเศร้าที่ได้รับการรักษาจากแพทย์อาการจะดีขึ้นมาก

ภาวะซึมเศร้า เป็นการเจ็บป่วยทางจิตใจชนิดหนึ่ง ซึ่งจะทำให้รู้สึกไม่มีความสุข ซึมเศร้า จิตใจหม่นหมอง หมดความกระตือรือร้น เบื่อหน่าย แยกตัวเอง ชอบอยู่เงียบๆ คนเดียว ท้อแท้ บางครั้งมีความรู้สึกสิ้นหวัง มองชีวิตไม่มีคุณค่า มองตนเองไร้ค่า เป็นภาระต่อคนอื่น ถ้ามีอาการมาก จะมีความรู้สึกเบื่อชีวิต คิดอยากตาย หรือคิดฆ่าตัวตาย วัยสูงอายุ เป็นวัยที่มีความเปลี่ยนแปลงมาก ทั้งร่ายกาย จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม เป็นวัยบั้นปลายของชีวิต ภาวะซึมเศร้า จะทำให้โรคทางกายที่เป็นอยู่มีอาการมากขึ้น หรือทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่ายขึ้น ถ้ามีอาการรุนแรง จะมีอันตรายจากการทำร้ายตนเองได้ มีรายงานการฆ่าตัวตายในผู้สูงอายุ ซึ่งพบว่า ร้อยละ 90 มีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้า

สาเหตุที่ทำให้เศร้า

สาเหตุทางร่างกาย

จากโรคทางกายบางอย่าง เช่น ภาวะสมองเสื่อม หลอดเลือดสมองอุดตัน โรคพาร์กินสัน โรคต่อมธัยรอยด์ มะเร็งของตับอ่อน เป็นต้น
จากยาบางชนิด เช่น ยารักษาความดันโลหิตสูง ยารักษาโรคกระเพาะอาหาร ยาขับปัสสาวะ ยารักษามะเร็ง เป็นต้น

สาเหตุทางจิตใจ

มีการขาดหรือลดน้อยลง ของสารสื่อประสาทบางชนิดในสมอง
อารมณ์ตอบสนองต่อปัญหาต่างๆ ในชีวิต ต่อความความเครียดที่เกิดขึ้น ต่อภาวะการสูญเสีย หรือภาวะที่ทำให้เกิดความเสียใจ ไม่สบายใจ หรือเกิดเป็นความทุกข์ทางใจ

 

ทำอย่างไรจึงจะรู้ว่าเศร้า

สามารถสำรวจดูได้ด้วยตนเอง โดยการตรวจเช็คอาการจากข้อมูลข้างล่างนี้ ถ้ามีอาการต่างๆ จำนวน 5 ข้อ หรือมากกว่า โดยอาการนี้เป็นมานานกว่าสองสัปดาห์ ก็บ่งชี้ว่ามีปัญหาภาวะเศร้า

1

รู้สึกเซ็ง หรือเศร้า หรือเสียใจ หรือหงุดหงิด โดยไม่มีเหตุผล

2

รู้สึกเบื่อหน่ายสิ่งต่างๆ ที่เคยชอบ หรือเคยทำ หรือความต้องการทางเพศเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม (ลดลงหรือมากขึ้น)

3

รู้สึกเบื่ออาหารหรือกินมากขึ้น น้ำหนักตัวลดลงหรือน้ำหนักเพิ่มขึ้น

4

นอนไม่หลับ หรือหลับมากเกินไป

5

รู้สึกอ่อนเพลีย ล้า ไม่มีแรงโดยไม่มีสาเหตุ

6

รู้สึกหมดหวัง มองตนเองไม่มีค่า หรือคอยตำหนิกล่าวโทษตนเอง

7

สมาธิไม่ดี ขี้ลืม หรือไม่มั่นใจ ไม่กล้าตัดสินใจ

8

รู้สึกกระวนกระวายใจ นั่งไม่ติด ทุรนทุราย โดยไม่มีสาเหตุ

9

เบื่อหน่ายหรือเบื่อชีวิต หรือคิดอยากตาย หรือพยายามฆ่าตัวตาย

เศร้าแล้วทำอย่างไร

ควรรีบมาพบจิตแพทย์ เพราะโรคนี้รักษาให้ดีขึ้น หรือหายได้ ถ้าไม่ได้รับการรักษา จะทำให้ระยะการป่วยยาวนานขึ้น โอกาสที่จะป่วยซ้ำหรือกำเริบอีกจะมีสูง ในรายที่เป็นรุนแรง อาจทำร้ายตนเองหรือฆ่าตัวตายได้

ข้อเสนอแนะ

ถ้าอาการเกิดขึ้น ควรรีบมารับการตรวจรักษากับจิตแพทย์ทันที
อย่าอาย เพราะภาวะซึมเศร้าเกิดได้กับทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา และเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
โรคนี้รักษาให้ดีขึ้นและหายได้
โปรดระลึกไว้เสมอว่า ภาวะซึมเศร้าไม่ได้เกิดจากคิดขึ้นมาเอง ไม่ได้เกิดจากความอ่อนแอ หรือเกิดจากความไม่อดทน ไม่ต่อสู้ หรือเกิดจากความเซ็ง
ภาวะซึมเศร้า เป็นการป่วยจริงๆ ทางจิตใจ ที่ต้องการการเยียวยารักษาจากจิตแพทย์  “ไม่มีคำว่าสาย ในการที่จะเอาชนะภาวะซึมเศร้า ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกวิธี ชีวิตจะกลับมาเป็นปกติสุขอีกครั้งหนึ่ง”

จริยธรรมในการพยาบาลผู้สูงอายุ

ความมีจริยธรรมของบุคคล เกิดขึ้นได้จากส่วนประกอบ 3 ประการ คือ

  • ความรู้ความเข้าใจในเหตุผลของความถูกต้องดีงาม (moral reasoning)เป็นความสามารถในการคิดแยกแยะเหตุผล ความถูกต้องออกจากความไม่ถูกต้องได้
  • ด้านอารมณ์ความรู้สึก (moral attitude and belief) คือความพึงพอใจ ความศรัทธา เลื่อมใส ที่จะนำจริยธรรมมาเป็นแนวประพฤติปฏิบัติ
  • ด้านพฤติกรรมแสดงออก (moral conduct) เป็นส่วนที่บุคคลได้ตัดสินใจ กระทำหรือไม่กระทำในสถานการณ์แวดล้อมต่าง ๆ ซึ่งเชื่อว่าการกระทำหรือไม่กระทำพฤติกรรมแบบใดนั้น ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับอิทธิพลของส่วนประกอบทั้งสองประกอบข้างต้น

 

จริยธรรมของผู้ดูแลผู้สูงอายุ และบทบาทหน้าที่ของผู้ดูแลผู้สูงอายุ

จริยธรรมของผู้ดูแลผู้สูงอายุ

  • 1. ความรับผิดชอบ
  • 2. ความซื่อสัตย์ หมายถึง การประพฤติปฏิบัติอย่างตรงไปตรงมาทั้งทางกาย วาจา และใจ
  • 3. ความกตัญญูกตเวที หมายถึง การรู้คุณ และตอบแทนคุณต่อผู้สูงอายุ และผู้ว่าจ้าง เคารพในสิทธิของผู้สูงอายุ
  • 4. ความมีระเบียบวินัย เป็นการควบคุมความประพฤติ การกระทำให้ถูกต้องเหมาะสม
  • 5. ความเสียสละ หมายถึง การละความเห็นแก่ตัว รู้จักแบ่งปันให้ผู้อื่นเท่าที่จะทำได้ตามความสามารถ
  • 6. ความอุตสาหะ หมายถึง ความพยายามอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้งานสำเร็จด้วยดี มีความขยัน อดทน ไม่ท้อแท้
  • 7. ความเมตตา กรุณา ซึ่งหมายถึง การมีความจริงใจ มีความรัก ความสงสาร ความเห็นอกเห็นใจ ปรารถนาดีต่อผู้สูงอายุ

 

องค์ประกอบทางจริยธรรมในการพยาบาลผู้สูงอายุ

  • ตระหนักถึงคุณค่าของความสูงอายุเพื่อดำรงความมีศักดิ์ศรี และความภาคภูมิใจ โดย

–       ให้ความเคารพยกย่อง คำนึงถึงคุณค่าของความสูงอายุ

–       ยอมรับความสูงอายุ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงตามวงจรชีวิตของมนุษย์ ยอมรับความแตกต่างส่วนบุคคล

–       ดำรงรักษาความสามารถของผู้สูงอายุไว้ให้นานที่สุด โดยส่งเสริมความสามารถในการทำหน้าที่ของร่างกาย ยอมรับความคิดเห็นหรือความต้องการของผู้สูงอายุ

–       ปฏิบัติต่อผู้สูงอายุ ในฐานะบุคคลคนหนึ่ง ที่มีสิทธิที่จะได้รับบริการด้านสุขภาพอนามัยที่มีคุณภาพ เท่าเทียมกับบุคคลวัยอื่น ๆ

  • ปฏิบัติการพยาบาล โดยมีหลักธรรมประจำใจ ได้แก่

–       เมตตา คือ ความรัก ปรารถนาให้เขามีความสุข

–       กรุณา คือ ความปรารถนาที่จะช่วยเหลือให้เขาพ้นทุกข์ ช่วยให้ทุเลาจากความเจ็บปวด ทรมาน

–       มุทิตา คือ ความรู้สึกพลอยยินดี เมื่อมีอาการดีขึ้น ช่วยให้สุขสบายยิ่งดี

–       อุเบกขา คือ การรู้จักวางเฉย ไม่ล่วงล้ำเกินไป จนทำให้รู้สึกอึดอัด หรือเป็นการก้าวก่ายสิทธิส่วนบุคคล

  • ศึกษาหาความรู้ และติดตามความก้าวหน้าทางวิชาการ ทั้งด้านที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ ด้านจริยธรรม และด้านอื่น ๆ
  • รักและศรัทธาในวิชาชีพ เห็นคุณค่าของวิชาชีพว่าเป็นวิชาชีพที่มีประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์
  • ตระหนักถึงความสำคัญของจรรยาบรรณวิชาชีพ และรับผิดชอบต่อข้อบัญญัติในจรรยาบรรณ เพื่อส่งเสริมคุณภาพการพยาบาลทั้งตัวบุคคลและวิชาชีพ

 

บทบาทและหน้าที่ของผู้ดูแลผู้สูงอายุ

  • ให้การดูแล ซึ่งได้แก่ การดูแลผู้สูงอายุให้ได้รับความสุขสบาย
  • ให้การช่วยเหลือ ได้แก่ การช่วยเหลือในการทำกิจกรรมต่าง ๆ
  • ให้การประคับประคอง เช่น การประคับประคองทางด้านร่างกาย และจิตใจ
  • ให้การสนับสนุน เช่น สนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้สูงอายุสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ด้วยตนเองตามความสามารถที่มีอยู่ ให้คำชมเชย ยกย่อง เป็นต้น
  • เป็นผู้ประสานงานและเชื่อมโยงระหว่างบุตรหลานและญาติมิตรกับผู้สูงอายุ

การให้ยาผู้สูงอายุ

การให้ยาแก่ผู้สูงอายุควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้
1.ความจำเป็นที่ต้องใช้ยา
2.ให้การวินิจฉัยที่ถูกต้อง
3.ขนาดของยาที่ต่ำเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา
4.รูปแบบของยา ที่เหมาะสม
5.ผลข้างเคียงหรือฤทธิ์ยาที่ไม่พึงประสงค์ ต้องให้ความระมัดระวัง และเมื่อคาดว่าจะเกิดให้หยุดหรือปรึกษาแพทย์
6. ปฏิกิริยาต่อกันของยา
7. ความชัดเจนของการอธิบายเกี่ยวกับการใช้ยาที่ถูกวิธีรวมทั้งการเก็บรักษา
8.ไม่ควรให้ยาติดต่อกันเป็นเวลานาน

 

การให้ยาผู้สูงอายุ

การให้ยาผู้สูงอายุ

ข้อพึงปฏิบัติในการให้ยาผู้สูงอายุ
1 ประเมินสภาวะผู้ป่วยโดยดูอาการสภาวะของโรค ความสามารถในการเรียนรู้ของผู้สูงอายุแต่ละคน เพื่อเป็นแนวทางในการอธิบายและให้คำแนะนำที่ดีที่สุด พยาบาลควรกระตุ้นให้ผู้ป่วยเห็นความสำคัญของการใช้ยาที่ถูกวิธี และตรงตามแผนรักษา
2 มีการประเมินผล การรับรู้ ความเข้าใจ และแนวคิด โดยการซักถามและอาจให้ลองปฏิบัติ รวมทั้งชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม เปิดโอกาสให้มีการซักถามเพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยและญาติเข้าใจได้ถูกต้อง
3 อธิบายถึงการใช้ยาแต่ละชนิด
4 อธิบายถึงความจำเป็นของการใช้ยาตามแผนการรักษา
5 อธิบายขนาดของยาที่ได้รับ เช่น ความหมายของภาชนะที่จะใช้ ความหมาย ของช้อนโต๊ะ ช้อนชา จำนวนครึ่งเม็ด ครึ่งเม็ด เต็มเม็ด จำนวนแคปซูล จำนวนหยุด เป็นต้น
6 อธิบายเกี่ยวกับการกำหนดเวลาในการได้รับยาและความหมายต่างๆ พร้อมกับผลเสียของการใช้ยาไม่ถูกเวลา
7 ให้ถูกชนิด ระวังการให้ยาผิด ยาที่ใช้รับประทานต้องแยกอยู่คนละหมวดกับยาใช้ภายนอก ทำป้ายฉลากห้ามรับประทานให้เด่นชัด
8 ให้ถูกวิธีทางพร้อมอธิบายเหตุผลประกอบ เช่น ยาที่ต้องเคี้ยวก็เพื่อให้ยาแตกตัวได้ มีการกระจายตัวของยาไปยังอวัยวะที่มีอาการได้เร็ว เป็นต้น
9 ให้รับประทานยาต่อหน้าและให้ดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้ยาดูดซึมได้ดีและสังเกตฤทธิ์และอาการที่ไม่พึงประสงค์จากยา เพื่อช่วยเหลือได้ทันที
10 ดูแลให้ได้รับน้ำดื่มและอาหารทีมีคุณค่าต่อร่างกาย หลีกเลี่ยงอาหารหรือเครื่องดื่มที่อาจทำให้เกิดปฏิกริยาต่อกันของยา
11 ไม่ซื้อยารับประทานเอง ไม่ใช้ยาของบุคคลอื่น แม้จะป่วยเป็นโรคคล้ายคลึงกัน
12 สังเกตการเสื่อมสภาพและการหมดอายุของยา เช่น กลิ่น สี รส ความชื้น รูปทรงที่เปลี่ยนแปลง ลักษณะเม็ดยาความเหนียวและป้ายบอกวันหมดอายุซึ่งมักเขียนเป็นภาษาต่างประเทศคือ expire date(exp. date) เป็นต้น

13          ผู้ดูแลควรศึกษาถึง รูปร่าง ลักษณะและสรรพคุณของยาแต่ละชนิดที่รับประทานอยู่ และแนะนำผู้สูงอายุด้วย (เวลาแพทย์ถามจำสรรพคุณยาไม่ได้ก็ยังบอกรูปร่างลักษณะของยาได้ เช่น เม็ดกลมแบนขนาดเล็กสีส้ม  รับประทานครั้งละครึ่งเม็ดตอนเช้า เป็นต้น)

14          เขียนขนาดและวิธีรับประทานตัวโต ๆ ติดบนฉลากยา (กรณีที่ผู้สูงอายุยังอ่านหนังสือได้ดี)

การให้ยาผู้สูงอายุ

การให้ยาผู้สูงอายุ

  1. อาจใส่กล่องแยกชั้นยา เช่น เช้า – กลางวัน – เย็น – ก่อนอน (ก่อนหรือหลังอาหาร)
  2. สถานที่เก็บยา ควรให้ปลอดภัยและเก็บไว้ห่างจากมือเด็ก (เพราะเคยมีเด็กหยิบยาไปรับประทานโดยผู้ใหญ่ไม่ทราบซึ่งอันตรายมาก)
  3. ถ้าเป็นไปได้ผู้ดูแลผู้สูงอายุควรหยิบยาให้รับประทานเองกับมือ     วิธีนี้จะปลอดภัยที่สุด

ผู้ดูแลควรหมั่นพาผู้สูงอายุไปพบแพทย์เป็นประจำตามกำหนดนัด  หรือไปก่อนกำหนดนัดเมื่อมีอาการผิดปกติขึ้น